พร(1): พรใหม่ที่ผมได้รับนั้นคือ”มะเร็ง”

Saturday, July 12, 2014 0 No tags Permalink

เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับผมนะครับ ผมแนะนำตัวเองไว้ด้านล่างครับ ถ้ายังไงขอเล่าเรื่องเลยนะครับ

ก่อนที่เราจะเจอกัน

เหตุการณ์ทั้งหมดนั้นเริ่มต้นที่วันที่ 25 มกราคม 2554 ผมเริ่มที่จะท้องผูกพร้อมมีเลือดปนอยู่ในอุจจาระเป็นบางส่วน เนื่องจากผมอยู่ต่างประเทศ และเป็นคนที่ร่างกายแข็งแรงอยู่ตลอดเวลาไม่เคยล้มป่วยมาก่อน ผมจึงไม่ได้เอะใจกับอาการนี้แต่อย่างใด

สองวันถัดมา (27 มกราคม 2554) ผมถ่ายเป็นอุจจาระเหลวปนกับเลือดติดต่อกันประมาณห้าครั้งในวันเดียวกัน ผมเริ่มรู้สึกเหนื่อยหอบราวกับวิ่งมาราธอนมาจากการเดินระยะทางไม่เกินกว่าสิบก้าวเดินจากโต๊ะทำงานไปยังห้องน้ำ ผมยังคงดื้อดึงบอกกับตัวเองว่า “นายคงเครียดเกินไปนะ ไปนอนพักต่อละกัน”

ตกเย็นวันนั้น เพื่อนๆคนไทยที่อยู่พักใกล้ๆกันนัดไปกินข้าวที่บ้านนายพี(นามสมมติ) ผมขึ้นขี่จักรยานมุ่งหน้าไปบ้านเพื่อนอย่างทุลักทุเล แต่ทว่าร่างกายผมถึงขีดสุด สติเปรียบเสมือนหลอดไฟที่ใกล้จะขาด ติดๆดับๆอยู่เป็นระยะๆ เมื่อดั้นด้นมาได้ครึ่งทางผมเห็นว่าไปต่อไม่ไหวแน่ จึงลงจากจักรยานพร้อมนั่งลงกับพื้นคอนกรีตและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาเพื่อน

เอาแล้วไงละครับ

“บริการรับฝากข้อความ….” เป็นเสียงที่ผมได้ยินตอบกลับมา

ผมไม่มีทางเลือกจึงต้องเข็นจักรยานกลับบ้านด้วยตัวเอง หกล้มหลายต่อหลายครั้งจนมีแผลถลอกหลายๆแห่งตามตัว และในที่สุดผมก็มานั่งพักที่บันไดทางขึ้นห้องเช่า พร้อมกดโทรศัพท์อีกครั้ง

ระหว่างนี้ผมรู้สึกท้องเสียและจำเป็นต้องถ่ายอีกครั้ง จึงพยามยามฮึดอีกเฮือกปีนขึ้นบันไดไปเข้าห้องน้ำในห้องของตัวเอง เมื่อเสร็จธุระ โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นพร้อมเสียงตกใจของนายพีว่า “เป็นไรวะ ไหวมั้ยเพื่อน รออีกแปปนะกำลังจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”

เมื่อเพื่อนทั้งสองเปิดมาถึง ก็ต้องตกใจกับสภาพผมมาก

“หน้าเหมือนกับไม่มีเลือดเลยวะ” นายเก่ง (นามสมมติ) กล่าวอย่างตกใจพร้อมคว้าโทรศัพท์มาถ่ายรูปให้ผมดูหน้าตัวเอง

หลังจากนั้นพวกผมก็ขึ้นรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน

ประสบการณ์แรกของชีวิตที่โรงพยาบาล

“หมอว่าคุณต้องพักที่โรงพยาบาลก่อนคืนหนึ่งนะครับ อาการคุณดูไม่ดีเลย” คุณหมอกล่าวพร้อมสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

ผมตกใจหลังจากได้ยินคำว่า “เข้าโรงพยาบาล” พร้อมถามย้ำอีกครั้งว่า “จำเป็นหรอครับ?”

เหตุผลที่ทำให้ผมตกใจก็เพราะว่าผมไม่เคยแม้แต่จะป่วยหนักขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลมาก่อน แถมนี่ยังเป็นโรงพยาบาลต่างประเทศเสียอีก

“คุณดูสภาพไม่สู้ดีนัก ถ้าเป็นไปได้อยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลน่าจะดีกว่านะครับ” คุณหมอตอบกลับมา

ผมไม่มีทางเลือกจึงต้องตอบตกลงและเดินเซออกจากห้องตรวจไปบอกเพื่อนที่นั่งรออยู่

แม้ว่าพีกับเก่ง แต่ก็หยิบเงินออกมาให้ผมจำนวนหนึ่งแล้วบอกว่า “เดี๋ยวค่อยคืน หายไวๆหละเพื่อนไว้ออกมากินทีหลัง”
หลังจากนั้นผมก็ถูกเข็นขึ้นไปยังห้องพักผู้ป่วย ท่ามกลางความมืดในโรงพยาบาลยามค่ำคืน

เลือดกับเลือดแล้วก็เลือด

Me and Blood

หลังจากนอนให้น้ำเกลือระหว่างรอผลตรวจเลือด (ประสบการณ์ครั้งแรกเช่นกัน) ประมาณสี่ทุ่มของวันเดียวกันนั้น คุณหมอท่านเดินทางจากบ้านกลางดึกมาถึงโรงพยาบาล และเข้ามาคุยกับผมด้วยสีหน้าที่ตกใจมากเป็นภาษาญี่ปุ่นว่า

“ตอนนี้อาการของคุณน่าเป็นห่วง คุณเหลือเลือดแค่ 6 ส่วนจาก 14 ส่วนของมนุษย์ทั่วไป”
(หน่วยเป็น gm/dl ซึ่งคนปกติจะมีอยู่ที่ประมาณ 13.8-17.2 ครับ)

แม้ว่าจะยังไม่สามารถระบุโรคได้อย่างแน่ชัด จนกว่าจะถึงช่วงเช้าเพื่อที่จะตรวจอย่างละเอียด ผมต้องรับการถ่ายเลือดจำนวนห้าถุงก่อน ความทรงจำตอนนั้นผมจำได้แค่ว่าผมไม่มีแรงแม้แต่จะพลิกตัว ต้องบอกให้พยาบาลเอาปุ่มกดเรียกมาสอดไว้ที่กำมือ และผมก็หลับไปทั้งๆที่นอนกำปุ่มกดเรียกที่ว่าจนรู้สึกตัวก็ตอนเช้าของอีกวันเสียแล้ว

หลังจากเจาะเลือดอีกครั้ง (เนื่องจากผมมีสายน้ำเกลือกับสายให้เลือดที่แขนอย่างละข้าง ผมจึงต้องเจาะเลือดที่หลังเท้าแทน ขอบอกว่าเจ็บมากๆ แถมได้เลือดน้อยกว่าที่แขนเยอะ) ผลปรากฎว่า แม้ว่าผมจะรู้สึกว่าอาการจะดีขึ้น เนื่องจากผมมีปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่ผมยังต้องไปตรวจต่อที่โรงพยาบาลอีกแห่ง เพราะว่าโรงพยาบาลนี้ไม่มีเครื่องมือเพียงพอที่จะตรวจอย่างละเอียดต่อได้

ก่อนเคลื่อนย้ายไปอีกโรงพยาบาลผมถามคุณหมอไว้ว่า “คุณหมอคาดว่าผมจะต้องอยู่รักษานานประมาณเท่าไรหรือครับ”

คุณหมอทำผมโล่งใจมานิดนึงโดยตอบว่า “ประมาณสี่ห้าวันก็คงเพียงพอละมั้งครับ”

สองวันสองโรงพยาบาล

ถึงเวลาที่รถจากโรงพยาบาลอื่นมารับ เป็นอีกประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ขึ้นรถพยาบาล จนถึงโรงพยาบาลแห่งที่สอง ผมโดนจับตรวจต่างๆ ได้ติดอุปกรณ์ทุกอย่างในห้องฉุกเฉินราวกับอยู่ในหนังหรือละครก็ว่าได้ เป็นอีกครั้งผมต้องเจาะเลือดอีกรอบ ครั้งนี้คุณหมอท่านเจาะที่ประมาณใต้แนวเข็มขัด เจ็บอีกแล้วครับ (แม้ว่าจะน้อยกว่าหลังเท้า) นอนรอไปซักพักจนได้ความว่าปริมาณเม็ดเลือดของผมไม่ปรกติอย่างมาก มีแต่เม็ดเลือดแดงที่มากเพราะว่าได้รับการถ่ายเลือดมาแล้ว และเนื่องจากโรงพยาบาลนี้ไม่มีหมอผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ จึงยังไม่สามารถลงความเห็นอะไรได้อย่างแน่ชัด ผมจึงต้องเดินทางด้วยรถพยาบาลอีกรอบ

ผมถามคำถามเดิมกับคุณหมอท่านว่า “เมื่อกี้คุณหมอจากโรงพยาบาล A บอกผมไว้ว่า สี่ห้าวันผมจะออกจากโรงพยาบาลได้ คุณหมอคิดว่ายังไงครับ”

คุณหมอท่านตอบกลับว่า “อาการไม่เบานะครับเนี่ย แบบนี้อย่างต่ำๆ สองสัปดาห์นะครับ”

คำตอบของคุณหมอทำให้ผมตกใจอย่างมาก เนื่องจากผมมีสอบปลายภาคอยู่หลายวิชา รวมไปถึงการสอบข้อเขียนของบางบริษัทและสอบวัดระดับภาษาคอมพิวเตอร์ ต้องยกเลิกทิ้งทั้งหมด

เมื่อที่ผมได้รับพร

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลแห่งที่สาม ผมต้องรับการตรวจหลายๆอย่างรวมถึง การตรวจที่ต้องบอกว่าน่ากลัวที่สุดที่มีชื่อว่าการตรวจไขกระดูก โดยต้องตรวจเลือดจากแกนกลางของกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดต่างๆในร่างกาย เป็นการตรวจที่เจ็บที่สุดไม่สามารถที่จะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ พอเสร็จสิ้นการตรวจผมก็ถูกย้ายมาที่ห้องพักผู้ป่วย นั่งกรอกเอกสาร เกี่ยวกับประวัติคนไข้ เป็นครั้งที่สามในรอบสองวัน

หลังจากนั้นอีกไม่นาน หมอที่ดูแลก็เข้ามาในห้องพร้อมแนะนำตัวเองว่า

“สวัสดีครับ ผมเป็นหมอที่รับผิดชอบคุณนะครับ ผมจะขออธิบายอาการป่วยนะครับ”

“หลังจากผลตรวจเลือดและอื่นๆแล้ว ผมขอสรุปว่าคุณป่วยเป็น 急性前骨髄球性白血病 ครับ” คือคุณหมอท่านพ่นชื่อโรคภาษาญี่ปุ่นออกมาแบบที่ว่ามันเป็นตัวคันจิติดกันสิบตัว ตั้งแต่ผมเรียนภาษาญี่ปุ่นมายังไม่เคยคำศัพท์ยาวขนาดนี้มาก่อนครับ ยาวที่สุดสี่ห้าตัวผมก็แปลไม่ออกละครับ

“เอ่อ อะไรนะครับ มีชื่อภาษาอังกฤษรึเปล่าครับ” ผมถามกลับไป ด้วยความงงๆ

คุณหมอท่านหยิบปากกา แล้วบรรจงเขียนภาษาอังกฤษกำกับว่า

“Acute Promyelocytic LEUKEMIA(APL)” ผมอ่านชื่อโรคภาษาอังกฤษตามพร้อมกับความรู้สึกของอารมณ์ที่ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง แล้วมองไปที่ตัวคันจิสามตัวท้าย ที่มีความหมายเรียงกันว่า สีขาว-เลือด-ป่วย (โรคเลือดขาว) จึงเป็นการยืนยันอย่างแท้จริงว่าผมเข้าใจถูกต้อง

วินาทีนั้น ตกใจมากไม่สามารถบรรยายได้อย่างแท้จริงอีกหนึ่งครั้ง

“ผมเนี่ยนะ!!! ใช่เหรอครับ เข้าใจผิดอะไรรึเปล่าครับเนี่ย ??” ผมถามด้วยความหวังอีกครั้ง

คุณหมอทำหน้าซีเรียสแล้วพูดกับผมว่า “ไม่ผิดหรอกครับ คุณเป็นโรคนี้จริงๆ”

ช็อคอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่นั่งตัวสั่นไม่รู้ต้องทำตัวอย่างไรดี…

To be continued…

สวัสดีครับ ผมชื่อซีลนะครับ ขณะนี้เป็นโปรแกรมเมอร์ทำงานอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ครั้งนี้อยากจะมาเล่าประสบการณ์ส่วนตัว แต่โพสนี้ต้องบอกไว้ก่อนว่าโพสซ้ำกับปีที่แล้วครับถ้าใครเคยอ่านแล้วต้องบอกว่าเนื้อหาแทบจะไม่ต่างกันเลยครับ

เพียงแต่ว่ารอบนี้ผมโพสทั้งหมดสามภาษาทั้งไทย, ญี่ปุ่น, อังกฤษเนื่องด้วยเพื่อนๆชาวต่างชาติอยากจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับผมบ้าง และอีกทั้งวันนี้(12 ก.ค.)เป็นวันครบรอบหายป่วยเป็นปีที่ 3 แล้วพอดี

หลังจากผมลองค้นคว้าดูแล้วจากสถิตินั้นเขาว่ากันว่าผู้ใหญ่ชายหนึ่งล้านคนจะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดนี้แค่สามคนเท่านั้นเอง ผมนี่มันช่างโชคดีจริงๆ

ถ้ายังไงถูกใจหรือไม่ถูกใจยังไงติชมกันได้นะครับ ถ้าเป็นไปได้รบกวนแชร์ให้ด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ 🙂

ถ้าสนใจติดตามอัพเดทบล็อกผมได้ที่ทวิตเตอร์นะครับ

ก่อนจะจากกันไปถ้าชอบ รบกวนแชร์ให้ด้วยนะครับผมจะพยายามอัพให้ได้เร็วที่สุด แต่เนื่องด้วยภาษาญี่ปุ่นกับอังกฤษนั้นต้องตรวจทานหลายรอบหน่อย ถ้าหากท่านใดอยากอ่านล่วงหน้าก่อนรบกวนที่พันทิปได้ครับเสิชกูเกิ้ลแปปเดียวก็น่าจะเจอครับ วันนี้ลากันเท่านี้ก่อนนะครับ ขอบคุณมากที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ

Comments

comments

This post is also available in: อังกฤษ, ญี่ปุ่น

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.