แค่เปลี่ยนวิธีพูดอย่างเดียวก็เกินพอแล้ว

Wednesday, August 20, 2014 0 No tags Permalink

เนื่องด้วยวันก่อน (15 สิงหาคม) ผมได้มีโอกาสไปฟังอบรมจากโค้ชชื่อ “ซาซากิ เคนอิจิ” นักเขียนหนังสือขายดีอันดับหนึ่งที่มือชื่อว่า 「伝え方が9割」(แปลตรงๆว่า วิธีพูดเท่ากับ 90 เปอร์เซ็นต์ แต่เนื่องด้วยภาษาที่ต่างกันเลยขออนุญาตไม่แปลตรงตัวในบทความนี้นะครับ) วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปฟังอบรมเป็นภาษาญี่ปุ่นแบบนี้ บอกตามตรงว่าเนื้อหาน่าสนใจมาก เลยคิดว่าน่าจะเอามาแชร์ร่วมๆกัน จึงเริ่มสรุปลงมาเป็นบล็อกนี้ครับ

คอนเซปหลักของ “แค่เปลี่ยนวิธีพูดอย่างเดียวก็เกินพอแล้ว” คือ “แค่รู้วิธีพูดที่ถูกต้องก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลที่จะตามมาได้แล้ว” โค้ชซาซากิบอกไว้ว่าจากคำขอร้องที่ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสสำเร็จ ถ้ารู้จักวิธีพูดดีๆ อาจจะได้รับคำ “ตกลง” กลับมาอย่างไม่ยากเลย อีกทั้งวิธีพูดที่ว่านี้เรียนรู้ได้เหมือนสูตรอาหารด้วย

“แค่รู้วิธีพูดที่ถูกต้องพูดก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลที่จะตามมาได้แล้ว”

ลมเหนือกับดวงอาทิตย์

ก่อนจะเริ่มเข้าวิธีการโดยตรง โค้ชซาซากิเกริ่นนิทานเรื่อง “ลมเหนือกับดวงอาทิตย์” ขึ้นมาก่อนครับ นิทานเรื่องนี้เป็นเรื่องของ “ลมเหนือ” และ “ดวงอาทิตย์” โดยทั้งสองพยายามแข่งกันว่าใครทรงพลังกว่ากัน โดยมีเงื่อนไขที่ว่าใครทำให้นักเดินถอดเสื้อผ้าออกได้ก่อนถือว่าชนะไป

เริ่มแรกเลยลมเหนือกล่าวว่า “ง่ายเหมือนปอกกล้วยแบบนี้ ข้าก็แค่เป่าลมแรงๆเสื้อมันก็จะหลุดออกเอง” แต่ทว่าไม่ว่าลมเหนือจะออกแรงเป่าลมยังไงก็ตาม เสื้อผ้าของนักเดินทางกลับไม่หลุดออกจากตัวง่ายๆ แถมนักเดินทางกลับคว้าเสื้อกันหนาว ผ้าห่มสารพัดมาห่มให้เยอะกว่าเดิมอีกเพราะว่าหนาวจากลมที่พัดมาแรงๆ

อีกด้านหนึ่ง ดวงอาทิตย์แค่ออกแรงส่งแสงให้รุนแรง เพียงพอที่ทำให้นักเดินทางร้อนเหงื่อแตกจนต้องถอดเสื้อผ้าออก และแน่นอนว่าดวงอาทิตย์ชนะลมเหนือไปอย่างง่ายดายนั่นเองครับ

“ดึงดันให้เป้าหมายทำนั้นยากแถมอาจจะส่งผลเสียกลับมาเสียอีกแต่ในทางตรงกันข้ามเราควรจะใช้การโน้มน้าวใจจนเป้าหมายอยากจะทำในสิ่งที่เราต้องการแทน”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถ้าอยากจะให้เป้าหมายทำอะไรที่เราต้องนั้น จะดึงดันให้เป้าหมายทำนั้นยากแถมอาจจะส่งผลเสียกลับมาเสียอีก แต่ในทางตรงกันข้ามเราควรจะใช้การโน้มน้าวใจจนเป้าหมายอยากจะทำในสิ่งที่เราต้องการแทน

ลองมองย้อนกลับมาให้เรื่องวิธีพูดที่ว่า เราก็ควรจะใช้วิธีขอร้องที่ทำให้อีกฝ่ายจากจะตอบตกลงนั่นเองครับ ถึงตอนนี้บางท่านอาจจะนึกตามว่า “แล้ว จะทำยังไงดีละ” ไม่ยากเลยครับ โค้ชซาซากิกล่าวไว้ว่าวิธีการนี้มีแค่สามหลักการง่ายๆครับ

สามหลักการเปลี่ยน “โน” ให้เป็น “เยส”

  1. อย่าโพล่งจุดประสงค์หลักออกไปตรงๆ
  2. อ่านใจฝ่ายตรงข้าม
  3. ชักชวนทางอ้อมโดยให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับผลประโยชน์จากเราด้วย

อ่านมาสามข้ออาจจะยังงงๆอยู่สินะครับ ถ้างั้นผมจะลองยกตัวอย่างให้ดูนะครับ อย่างแรกเลยหัวข้อยอดฮิตจากโค้ชซาซากิ “วิธีขอสาวเดท” แน่นอนว่าถ้าตามหลักการข้อแรกแล้วเราไม่ควรจะข้อสาวเดทโดยตรงว่า “ไปเดทกันมั้ยครับ” แน่นอนว่ามันอาจจะได้ผลถ้าสาวคนนั้นสนใจเรา แต่ถ้าจะให้ได้ผลยิ่งกว่าลอง “เนี่ยเรารู้จักร้านพาสต้าอร่อยมากๆแถวๆที่ทำงาน ลองไปกินกันมั้ย” โค้ชซาซากิบอกไว้ว่าแบบนี้ดูแล้วน่าจะได้ผลดีกว่าเยอะ

แต่ทว่า จะใช้มุขเดิมๆกับการขอร้องแบบอื่นๆก็ใช่เรื่องอยู่ บอกตามตรงว่าตอนนั่งฟังอบรมอยู่นั้น แอบคิดตามว่า “วิธีการพูดที่ว่านี่มันไม่ใช่จะคิดขึ้นมาง่ายๆเลยนะเนี่ย” แน่นอนว่าโค้ชซาซากิได้กล่าวต่อถึงเคล็ดลับเปิดประตูสูวิธีการพูดแบบนี้ไว้แล้ว

Getting Yes

7 สูตรสำเร็จเปิดโอกาสให้มาถึง

  1. ชวนให้หลงด้วยสิ่งที่ผู้ฟังชอบ:ชักชวนฝ่ายตรงข้ามโดยเอาสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามชอบเข้าล่อ เช่น,”ไปกินร้านสุดยอดพาสต้าที่ได้รางวัลทีวีแชมเปี้ยนกันมั้ย”
  2. หลอกให้หลีกด้วยสิ่งที่ผู้ฟังเกลียด:เอาสิ่งที่เกลียดมาผลักให้ฝ่ายตรงข้ามยอมเดินมาหา เช่น,”ถ้าทำงานไม่เสร็จวันนี้ พรุ่งนี้ไม่ได้ไปกินข้าวเย็นกันนะ”
  3. ตัวเลือกอิสระ:โดยปกติแล้วคนเราจะตัดสินใจลำบากมากเมื่อเริ่มลังเล แต่ถ้าเราอีกคำถามมาให้เลือกแทนละ เช่น,”ไปกินซูชิหรือกินราเม็งดีวันนี้”
  4. ความอยากให้เป็นที่ยอมรับ:พวกเราทุกคนอยากให้เป็นที่ยอมรับ อยากได้รับคำชมโดยเฉพาะเรื่องงานมาก่อนสิ่งอื่นๆได้ เช่น,”โปรเจ็คคุณผ่านละนะ แต่เรามาเวลาถึงแค่วันศุกร์นี้ต้องรีบหน่อยละ”
  5. คุณเท่านั้น:ลิมิตเต็ทอิดิชั่นยังไงก็ยังหลอกล่อคนได้วันยังค่ำ แน่นอนว่าเอามาใช้กับเทคนิคนี้ได้เช่นกัน เช่น,”เฉพาะน้องเท่านั้นที่พี่ยังไงก็อยากให้มาให้ได้”
  6. ทีมเวิร์ค:พรรคพวกเดียวกันย่อมอยากจะช่วยเหลือกัน หัวหน้าที่เรียนจบมามหาลัยที่เดียวกันอาจจะเอนเอียงชอบเด็กใหม่ที่จบมหาลัยเดียวกันเหมือนกัน เพราะว่าคิดว่าทั้งสองคนถูกเลี้ยงดูมาแบบใกล้เคียงกัน เช่น,”เรามาอ่านหนังสือด้วยกันนะ”
  7. ความซาบซึ้ง:“ขอบคุณนะ”แค่คำๆเดียวก็ทำให้รู้สึกดีสุดๆ ยากที่จะปฎิเสธได้ เช่น,”เพื่อเป็นการตอบแทนวันก่อน เดี๋ยวเลี้ยงข้าวตอบแทนเอามั้ย”

จะลองเลือกมาใช้ซักอันหรือว่าใช้ผสมๆกันดูก็ได้นะครับ

“ไปกินร้านสุดยอดพาสต้าที่ได้รางวัลทีวีแชมเปี้ยนกันมั้ย” หรือ “โปรเจ็คคุณผ่านละนะ แต่เรามาเวลาถึงแค่วันศุกร์นี้ต้องรีบหน่อยละ”

หลังจากโค้ชซาซากิแนะนำเจ็ดสูตรลับที่ว่านี้แล้ว ก็ถึงเวลาผู้เข้าอบรมอย่างเราๆต้องคิดกันเองบ้างละครับ หัวข้อที่ได้มาให้คิดสองอย่างคือ “วิธีขอสาวเดท” กับ “วิธีขอให้คนตอบเมลล์ไวๆ” ครับ ผมว่าทั้งสองหัวข้อยากจริงๆครับ ถ้ายังไงขออนุญาตไม่เฉลยนะครับ ลองคิดกันดูแล้วโพสคำตอบให้ผมอ่านกันบ้างสิครับ ถ้าเป็นไปได้คอมเม้นท์ลงกล่องข้างล่างได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ้คหรือในบล็อกของผมก็ได้ครับ

จบ…

เป็นยังไงบ้างครับ ถูกใจกับวิธีที่ว่านี้กันบ้างรึเปล่าครับ ถ้ายังไงขอแจ้งข่าวไว้ว่าการอบรมครั้งนี้จะถูกบันทึกเทปไว้ด้วยครับ จะถูกนำมาถ่ายทอดใน ทีวีอาซาฮีที่ประเทศญี่ปุ่นในรายการที่ชื่อ “popmaker” ถ้าผมจำไม่ผิดเทปนี้น่าจะถ่ายทอดวันที่ 29 สิงหาคมที่จะถึงนี้นะครับ ไม่รู้ว่าผมจะติดในรายการรึเปล่าแต่ที่แน่ๆเพื่อนร่วมรุ่นผมติดหลายคนแน่นอน ถ้าใครอยู่ญี่ปุ่นและมีโอกาสก็ลองชมกันได้นะครับ

สุดท้ายนี้ เช่นเคยครับขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ครั้งนี้ผมเริ่มเขียนบทความเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนภาษาไทยเป็นครั้งแรก ภาษาที่ใช้อาจจะดูแปล่งๆ งงๆ เพราะว่าผมแปลภาษาญี่ปุ่นตัวเองมาเป็นภาษาไทย ถ้าอ่านแล้วงงๆไม่เข้าใจยังไงรบกวนแจ้งผมด้วยนะครับ

และสัปดาห์หน้าหลังจากเบรกมาสองครั้งแล้ว ผมจะกลับไปเขียนประสบการณ์ป่วยในครั้งต่อไปละครับ ถ้ายังไงเนื้อหาประสบการณ์ที่จะเล่านั้นแตกต่างจากครั้งแรกแน่นอนครับ ติดตามอ่านกันได้ครับ ขอบคุณครับ

Comments

comments

This post is also available in: อังกฤษ, ญี่ปุ่น

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.