พร(5): เดินหน้าต่อไปพร้อมกับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

Thursday, September 4, 2014 0 No tags Permalink

หลังเดินทางมาถึงโรงพยาบาลในตอนเช้าตามกำหนดการพร้อมสัมภาระที่จัดมาด้วยตัวเองอย่างดีราวกับไปเที่ยว เมื่อขึ้นชั่งน้ำหนักก็ต้องพบกับความตกใจเล็กน้อยเพราะเพียงแค่สี่วันนอกโรงพยาบาลทำเอาน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึงสี่กิโลกรัมเทียบกับครั้งล่าสุดที่ชั่งตอนก่อนออกโรงพยาบาลไป

ซักพักคุณพยาบาลก็เดินมาช่วยยกสัมภาระและพูดว่า “ทางนี้คะ”

“ไม่ใช่ห้องนี้เหรอครับ” ผมถามขึ้น พร้อมชี้ไปทางขวามือเพราะนึกว่าจะได้เข้าพักห้องเดิม

“ไม่ใช่ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ” พยาบาลแย้งพร้อมกับเดินนำไปในทางตรงกันข้าม

ผมเดินลากกระเป๋าเดินตามด้วยความสงสัย

ที่เดิมที่ไม่เหมือนเดิม

หลังออกเดินซักพักก็มาถึงห้องพักรวมซึ่งใหญ่กว่าเดิมมาก ด้านหน้ามีป้ายชื่อห้าชื่อกับหนึ่งชื่อที่ว่างเปล่าอยู่ที่หน้าห้อง พยาบาลคนเดิมเดินนำผมตรงเข้าไปที่กลางห้องพร้อมผายมือว่า “เตียงนี้ค่ะ รบกวนเปลี่ยนชุดรอด้วยค่ะ” หลังจากพูดเสร็จนางพยาบาลก็เดินจากไป

หลังจากนั่งคุยกับนายพีไปได้ซักพักก็ต้องบอกลากัน เนื่องจากเพื่อนผมเรียนจบแล้ว กำลังจะรอรับปริญญาที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าและหลังจากนั้นก็ต้องกลับประเทศไทย “สู้ๆนะเพื่อน รีบๆหายแล้วไว้เจอกันที่ไทย” เพื่อนของผมได้พูดส่งท้ายพร้อมเดินจากไปอีกเช่นกัน

ผมเปลี่ยนเป็นชุดนอนที่นำมาพร้อมจัดสัมภาระต่างๆเข้าตู้ที่อยู่ข้างเตียง (ต่างจากที่ไทยตรงที่ทางโรงพยาบาลไม่มีชุดผู้ป่วยให้ครับ) จากนั้นไม่นานพยาบาลก็มาเจาะเลือดแต่เนื่องจากต้องการเก็บข้อมูลให้มาที่สุดจึงต้องเจาะไปถึงหกหลอด ซึ่งถือว่าเยอะมากเพราะปกติจะเจาะแค่ 1-2 หลอดต่อวัน

เดินทางสำรวจ

ถึงตอนนี้ผมหิวน้ำ ช่วงก่อนหน้านี้เนื่องจากผมไม่สามารถลุกเดินได้อย่างเป็นอิสระ พยาบาลจะเป็นคนรับฝากซื้อน้ำให้ตลอดเวลา แต่คราวนี้ผมสามารถเดินได้อย่างเป็นปกติก็อยากไปซื้อด้วยตัวเอง

หลงทางครับ!!ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งทางเดินในโรงพยาบาลที่ตัวเองอยู่มาเกินกว่าหนึ่งเดือน

แต่เมื่อออกจากห้องไปนั้น ผมเดินวนหลงทางอยู่ซักพักใหญ่ๆเลยทีเดียวครับ ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งทางเดินในโรงพยาบาลที่ตัวเองอยู่มาเกินกว่าหนึ่งเดือน เพราะว่าก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ก้าวออกจากห้องที่พักรักษาตัวมาก่อนเลยครับ

เมื่อผมกลับมาที่เตียงก็พบว่าคุณหมอพร้อมกับพยาบาลกำลังตามหาผมอยู่ เพราะว่าถึงเวลาผ่าสอดสายน้ำเกลือแล้วครับ ครั้งนี้ต่างจากเดิมเนื่องจากไม่มีอาการเกล็ดเลือดต่ำในขณะนั้นแล้วจึงผ่าที่หัวไหล่แทนโดยคุณหมอให้เหตุผลว่าเวลาลุกนั่งจะได้สะดวกกว่า

แม้ว่าเป็นครั้งที่สองแล้วที่ผมจะต้องสอดสายน้ำเกลืออีกครั้ง แต่มันก็ยังไม่ทำให้ผมหายอาการหวาดผวาเท่าไร

“ต้องฉีดยาชามั้ย” คุณหมอถามแถมหยอกล้ออีกเช่นเคย

ผมสะดุ้งเล็กน้อย พอตั้งสติได้ก็รีบตอบกลับไปทันทีว่า “ไม่เอาได้ยังไงละครับ……. ”

“อ่าว นึกว่าไม่ต้อง แบบว่าชีวิตจะได้มีรสชาติ” คุณหมอยังแซวต่อไป

ขั้นตอนต่างๆก็จบที่การเย็บปิดปากแผล คุณหมอกดผ้ากอซไว้ที่บริเวณหัวไหล่ พร้อมบอกว่า “เอามือกดไว้ซักพักนะครับ” และแล้วผมก็กลับมามีสายน้ำเกลือติดตัวอีกครั้ง

ในช่วงแรกๆผมยังไม่ค่อยชินเท่าไรไม่ยกของด้วยแขนขวาได้เพราะมีอาการเจ็บที่บริเวณแขนไปถึงหัวไหล่พอสมควร แต่ผมเห็นด้วยที่ว่าสายน้ำเกลือที่ไหล่สะดวกกว่าบริเวณต้นขาเยอะครับ (เนื่องจากที่ต้นขาจะเป็นบริเวณข้อพับเมื่อลุกขึ้นนั่งอาจจะทำให้น้ำเกลือไหลไม่สะดวก และเครื่องที่คอยควบคุมอัตราการไหลจะมีเสียงสัญญาณดังเมื่อน้ำเกลือไม่สามารถไหลได้ปกติครับ)

ชีวิตในห้องรวม

เมื่อใช้ชีวิตในห้องรวมหลายๆอย่างก็ลำบากมากขึ้นโดยเฉพาะเวลาเข้านอนอย่างที่คาดไว้ ซึ่งหลายท่านอาจจะคาดเดาได้ว่าเพื่อนร่วมห้องของผมอีกห้าท่านเป็นคุณลุง (60+) ซึ่งก็มีเสียงกรนอยู่เกือบตลอดทั้งคืนอย่างไม่ขาดสาย (ส่วนตัวแล้วผมเป็นคนหลับยากตื่นง่าย แม้แต่เสียงมือถือที่วางอยู่อีกห้องหนึ่งสั่นยังทำผมตื่นมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว)

”บัดนี้ผมได้เจอเทพแห่งการนอนแล้ว เพราะว่าท่านเทพที่ว่าสามารถกรนออกมาภายในไม่ถึงสามนาทีหลังจากกลับมาจากการตรวจร่างกาย”

ในช่วงนั้นผมยังเคยโพสเฟสบุ้คไว้เลยว่า ”บัดนี้ผมได้เจอเทพแห่งการนอนแล้ว เพราะว่าท่านเทพที่ว่าสามารถกรนออกมาภายในไม่ถึงสามนาทีหลังจากกลับมาจากการตรวจร่างกาย” มานั่งนึกๆตอนนี้ดูก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ตลกดีนะครับเนี่ย

เมื่อถึงตอนเช้าเนื่องจากเป็นห้องรวมก็ต้องเปิดไฟและในบางเวลาโดยเฉพาะวันหยุดครอบครัวของเพื่อนร่วมห้องก็มาเยี่ยม (บางท่านที่เด็กมาเยี่ยมด้วย เด็กๆก็อาจจะวิ่งเล่นในห้องด้วยครับ) แต่ผมก็เข้าใจครับเพราะเมื่อเพื่อนผมมาเยี่ยมผมก็เสียงดังเช่นกัน แต่พอนานวันเข้าผมก็เริ่มที่จะชินและหลับได้บ้างแต่ยังไงก็ไม่ได้หลับสนิทเหมือนปกติทั่วไป

จริงๆแล้ว ห้องรวมก็มีข้อดีหลายๆอย่างเช่น การได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมห้องทำให้ไม่เหงา แต่สำหรับกรณีของผมซึ่งต้องอยู่ในบริเวณม่านของตัวเองเนื่องจากกรณีปริมาณเม็ดเลือดขาวต่ำจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้นหากออกนอกบริเวณเครื่องกำจัดเชื้อโรค

แต่จริงๆแล้วที่แย่ไปกว่าเสียงกรนกลางดึกนั้นคือความหวาดกลัวครับ ผมกลัวว่าเมื่อผมมีอายุมากขึ้นในอนาคต ผมอาจจะป่วยจนต้องมาเข้าพักรักษาที่โรงพยาบาลอีกครั้งด้วยสาเหตุอื่นดูจากคุณลุงเพื่อนร่วมห้อง

To be continued…

หลังจากพักไปหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ผมก็พยายามจะทำตามสัญญานะครับเดี๋ยวผมจะโพสอีกตอนหนึ่งภายในสุดสัปดาห์นี้ก่อนที่จะกลับเข้าสู่ตารางเดิม

ผมคาดว่าเนื้อเรื่องหลักของประสบการณ์นี้น่าจะจบภายในอีกสองสามครั้งเท่านั้นละครับ หลังจากนั้นผมก็คงจะได้โพสเรื่องอื่นๆแทนละครับ

สุดท้ายก็เช่นเคยครับขอบคุณมากๆนะครับที่อ่านมาจนถึงตรงนี้ ไว้มาอ่านต่อนะครับ

Comments

comments

This post is also available in: อังกฤษ, ญี่ปุ่น

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.