พร(7): บทอวสารของปฐมบท

Saturday, November 1, 2014 0 No tags Permalink

หลังจากผมได้ออกไปเที่ยวกับครอบครัวเป็นเวลาสองสัปดาห์ ผมก็กลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้งเป็นครั้งที่สามพร้อมทั้งการตรวจไขกระดูกและการผ่าสายน้ำเกลือ รอต้อนรับกลับ (คุณหมอท่านบอกให้รอไปเที่ยวกลับมาก่อนค่อยตรวจ)

เหตุการณ์โดยรวมในช่วงที่สามของการรักษานี้ไม่ต่างกับช่วงที่สองมากนัก ตาของผมเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆจนสามารถอ่านตัวหนังสือได้บ้าง เนื่องจากรายละเอียดไม่แตกต่างกันมากผมขอละเหตุการณ์ในช่วงนี้ไปก่อนที่ผู้อ่านจะเบื่อกันนะครับ

ในครั้งนี้ก่อนเข้าโรงพยาบาล ผมเริ่มรู้ว่าเตรียมพร้อมอะไรบ้างก่อนกลับเข้าไปอีกครั้ง ผมไปที่ห้องสมุดของมหาลัย ถ่ายเอกสารหนังสือ หรือบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวิทยานิพนธ์ของผมมาพอสมควร ตั้งใจจะใช้เวลาในช่วงนี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

นอกเหนือจากนั้นผมก็ไปตามซูปเปอร์มาร์เก็ตซื้อขนมที่เป็นห่อย่อยเล็กๆเตรียมตัวไว้ก่อน แพ็คสิ่งที่น่าจะทานได้ หรือแม้แต่ซื้อเครื่องนวดไหล่ขนาดเล็ก, ที่ปิดตาและที่อุดหูไปด้วย (แต่ภายหลังลองใช้แล้วไม่ค่อยได้ผลซักเท่าไร จึงเลิกใช้ไป)

ในเดือนนี้เองผมเริ่มได้คุยกับคุณลุงที่ป่วยเป็นโรคเดียวกัน (ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเจอคนป่วยเป็นโรคเดียวกันกับผมมาก่อน) คุณลุงท่านบอกว่าท่านโดนตรวจพบเนื่องจากการตรวจร่างกายประจำปี ซึ่งไม่ได้มีอาการร้ายแรงเท่ากรณีของผมแต่อย่างใด

ช่วงนี้เองที่ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการมีเพื่อนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันคอยพูดคุย ราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่เข้าใจหัวอกเดียวกัน

ช่วงนี้เองที่ทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการมีเพื่อนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันคอยพูดคุย ราวกับเป็นเพื่อนสนิทที่เข้าใจหัวอกเดียวกัน ผมรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเขียนบล็อกนี้ออกมาเหมือนกันครับ

เมื่อเวลาผ่านไปยี่สิบวันเศษๆเหมือนกับเดือนที่ผ่านมา คุณหมอก็อนุญาตให้ผมออกนอกโรงพยาบาลได้พร้อมนัดมาตรวจเหมือนเช่นเคย

ครั้งนี้ผมได้รับแจ้งว่าตึกใหม่กำลังจะเปิดให้เข้าในอีกไม่กี่วัน ซึ่งผมก็ดีใจเหมือนกำลังจะได้ย้ายบ้านใหม่พอสมควรเช่นกันเลยครับ (มานั่งคิดๆดูแล้ว ดีใจที่ได้เข้านอนโรงพยาบาลนี่แปลกดีเหมือนกันนะครับเนี่ย)

สุดท้ายแล้ว

เมื่อเวลาผ่านไปอย่างเร็วเหมือนโกหก ผมก็กลับมายืนอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลอีกครั้งเป็นรอบที่สี่แต่ทว่าคราวนี้ ตึกที่เคยเป็นแค่โครงตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้าโรงพยาบาลตอนนี้เสร็จสมบูรณ์แล้ว

ผมได้เข้าพักที่ตึกใหม่ที่กว้างใหญ่และสะอาดโอ่อ่าไม่แพ้โรงพยาบาลเอกชนที่กรุงเทพเลยครับ ด้านล่างมีร้านสะดวกซื้อที่ใหญ่กว่าและเปิดตลอดทุกวัน (ร้านเดิมเล็กและปิดวันอาทิตย์ รวมถึงวันหยุดราชการ)

พยาบาลในแผนกที่ผมรู้จักก็มีการโยกย้าย โดยมีพยาบาลจากแผนกอื่นรวมไปถึงพยาบาลใหม่ที่พึ่งเข้าบรรจุมาเพิ่มด้วย พยาบาลรุ่นพี่คนนึงแซวพยาบาลฝึกหัดใหม่ตอนสอนงานว่า “คุณชัย (ย่อจากชื่อสกุลของผม) อยู่แผนกนี้มานานกว่าเธอเลยนะเนี่ย” (ไม่ได้เป็นเรื่องน่ายินดีซักกะนิดเลย _ _!! )

มรสุมลูกแรก

ในตอนแรกผมคาดว่าการรักษาจะเหมือนเดิมทุกประการ แต่ทว่าตอนเริ่มต้นก็มีสิ่งที่เพิ่มเข้ามาทันทีคือการฉีดยาป้องกันโรคเข้าไปที่ไขสันหลัง (เปรียบเสมือนวัคซีนกันโรคมะเร็งในอนาคตไม่ให้เป็นซ้ำ) ผมแม้ว่าจะผ่านมาหลายอย่างแต่ก็ยังสำออยกลัวเจ็บเหมือนเดิม

แต่คุณหมอท่านบอกว่า “เจ็บน้อยกว่าการตรวจไขกระดูกและการสอดสายน้ำเกลือนะครับ ไม่เป็นไรหรอก”

ผมแอบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนอนรับสภาพต่อไป ขณะฉีดยาที่ว่าผมห้ามขยับตัวไปไหน มีบุรุษพยาบาลคอยจับตัวผมไว้ เพราะอาจจะเกิดอันตรายกับไขสันหลังซึ่งเป็นแกนกลางของระบบประสาทได้ เมื่อฉีดยาชาเข้าไปแล้วก็ไม่รู้สึกเจ็บแต่รู้สึกเย็นๆหลังแทนครับ

เมื่อเสร็จการฉีดยาดังกล่าว คุณหมอก็เตือนว่าพยายามนอนอยู่เฉยๆนะ เพราะว่าน้ำในสมองลดปริมาณลงจะทำให้รู้สึกเวียนหัวได้ง่าย (ไขสันหลังกับสมองจะเชื่อมต่อกัน)

คุณหมอท่านบอกต่อไปว่าไม่เกินสองวันน่าจะกลับเป็นปกติ แต่ทว่าเคสของผมมันไม่เคยมีอะไรปกติอยู่แล้ว ในวันเดียวกันผมไม่ได้มีอาการปวดหัวแม้แต่น้อย

พอวันรุ่งขึ้นเท่านั้นเอง ไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งได้เกิน 20 วินาที ลุกขึ้นเดินหรือยืนไม่ต้องพูดถึง อาการปวดจี๊ดขึ้นหัวราวกับมีคนมาทุบอยู่ตลอดเวลาก็เกิดขึ้น ผมต้องนอนลงอยู่เฉยๆ ไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้

ผมต้องวิ่งออกไปแปรงฟันหนึ่งรอบแล้วกลับมานอนพักก่อน ค่อยวิ่งออกไปล้างหน้าอีกครั้ง เพราะอาการปวดหัวรุนแรงมาก

ทีนี้แหละครับเริ่มมีปัญหาเพราะว่าผมจะลุกขึ้นมานั่งเพื่อทานข้าวก็ไม่ได้ จะลุกออกไปเข้าห้องน้ำหรือจะล้างหน้าแปรงฟัน ต้องพยายามอดกลั้นและวิ่งไปให้เร็วที่สุด ผมต้องวิ่งออกไปแปรงฟันหนึ่งรอบแล้วกลับมานอนพักก่อน ค่อยวิ่งออกไปล้างหน้าอีกครั้ง เพราะอาการปวดหัวรุนแรงมากและยาแก้ปวดศรีษะไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยครับ ที่ดูจะได้ผลมากที่สุดคือเอาหมอนน้ำแข็งประคบให้อาการบรรเทาลง

ผ่านไปสามวันอาการยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากผมไม่สามารถแม้จะลุกขึ้นนั่งได้พร้อมกับเคมีบำบัดเริ่มต้นขึ้น ผมจึงต้องของดอาหารทันที (ลุกขึ้นมานั่งทานไม่ได้) ช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการปวดหลังและไหล่แบบเดียวกับตอนเดือนแรกเนื่องจากนอนเยอะเกินไปอีกครั้ง

ผ่านไปห้าวันอาการก็ยังไม่ดีขึ้น อีกทั้งสิ้นเดือนนั้นผมจะเป็นต้องส่งวิทยานิพนธ์ของตัวเองเพื่อให้หน่วยกิตพอต่อการจบการศึกษาในปีเดียวกันนั้นให้ได้ (ในขณะอยู่ในขั้นตอนทบทวนและแก้ไขเท่านั้นครับ) ผมไม่มีทางเลือกจึงฝืนตัวเองโดยการนอนพิมพ์ครับ (แบบเดียวกับที่หลายๆคนชอบนอนเล่นคอมบนเตียง แต่ผมเป็นนอนอ่าน และทำวิทยานิพนธ์ที่เหลืออยู่ด้วยสภาพแบบนั้นครับ)

พยาบาลมาเห็นก็ตกใจไปตามๆกัน เมื่อมานึกถึงตอนนี้ยังแอบตลกตัวเองว่าผมเองก็ค่อนข้างฝืนตัวเองเหมือนกันใช่ย่อย แต่ทำไงได้อะครับถ้าผมไม่ฝืนผมก็เรียนไม่จบนะครับ

ยังไม่หมด

เมื่อผ่านมาครึ่งเดือน ผมก็แอบนึกว่าจะไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้แล้วและคงอยู่อีกไม่กี่วันก็คงได้ออกแล้ว (เดือนที่สองกับเดือนที่สามอยู่แค่ประมาณยี่สิบวันเศษๆเท่านั้น) ที่ผมเกริ่นมาแบบนี้ ผมมีอาการใหม่เข้ามาคือท้องเสียครับ ถ่ายเหลวเหมือนท้องเสียทั่วไปอยู่ต่อเนื่องประมาณวันละ 3-5 รอบในวันแรกๆที่เริ่มออกอาการ ไม่มีเลือดเหมือนตอนล้มป่วยก็จริงแต่มันทำให้ผมไม่มีแรง ผมได้บอกพยาบาลและคุณหมอไปแล้ว แต่ไม่ทันการครับ

ช่วงหัวค่ำเวลาประมาณสองทุ่มคืนหนึ่งผมรู้สึกท้องเสียอีกครั้งจึงตรงไปห้องน้ำ แต่อาการปวดหัวข้างต้นยังไม่หายดี ผมนั่งอดทนกับอาการปวดหัวบนชักโครก และผมหมดสติล้มลงในห้องน้ำตอนลุกขึ้นหลังจากถ่ายเสร็จ เป็นอีกครั้งที่ผมจำอะไรไม่ได้เลย

ผมรู้สึกตัวอีกครั้งตอนที่ตัวเองนอนอยู่กับพื้นห้องน้ำ เจ็บแปลบๆที่บริเวณหน้าผาก แว่นตาหล่นอยู่ข้างๆ ร่างกายชุ่มไปด้วยเหงื่อและมีเสียงตะโกนของพยาบาลพร้อมเสียงเคาะประตูอย่างต่อเนื่องถามว่า “คุณชัยๆ เป็นอะไรมั้ย” (ที่ญี่ปุ่นจะเรียกชื่อคนด้วยชื่อสกุล แต่ด้วยชื่อสกุลผมยาวจึงเรียกว่าคุณชัยแทน) พอผมรู้สึกตัว ผมรวบรวมสติหยิบแว่นข้างๆ พร้อมเดินไปปลดล็อกประตูห้องน้ำและเอามือพยุงตัวเองไว้กับกำแพง

พยาบาลตกใจมากพร้อมพยุงผมกลับไปที่เตียง และยื่นเอาน้ำแข็งมาให้ประคบแผลที่หัวที่ปูดออกมาจากการล้มกระแทกหัวฟาดพื้น ห้ามไม่ให้ผมลุกเดินไปไหนคนเดียว ในตอนหลังผมทราบว่าคุณลุงเพื่อนร่วมห้องต้องการจะออกไปเข้าห้องน้ำ แต่ได้ยินเสียงล้มดังโครมในห้องน้ำจึงกดเรียกพยาบาลอย่างเร่งด่วน (ผมรอดมาได้ก็ต้องขอบคุณคุณลุงคนนั้นมากครับ) เมื่อเห็นว่าผมมีอาการท้องเสีย คุณหมอจึงสั่งจ่ายยาแก้ท้องเสียให้ทาน

มรสุมทิ้งทวน

ผมทานยาแก้ท้องเสียไปได้สองวัน การถ่ายอุจจาระลดลงก็จริง แต่กลายเป็นว่าผมถ่ายไม่ออกครับ อาการมันกลายเป็นท้องผูกแทน ซึ่งไม่ใช่ท้องผูกธรรมดาเพราะว่าผมปัสสาวะธรรมดายังแทบไม่ได้ด้วย บางครั้งถึงกลับต้องยืนอยู่หน้าชักโครกถึง 20 นาทีเพื่อปัสสาวะที่ปวดจัดๆหนึ่งครั้ง และเดินเข้าออกห้องน้ำหลายๆครั้งเนื่องจากไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ คุณหมอจ่ายยาถ่ายให้แล้วสองถึงสามครั้ง แต่ยาที่ว่าไม่ได้ผลแต่อย่างใดจึงต้องเปลี่ยนเป็นยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัวแทนเพื่ออาจจะทำให้ถ่ายได้บ้าง (รวมไปถึงป้องกันการเกิดแผลที่บริเวณทวารเนื่องจากเกล็ดเลือดมีปริมาณที่ต่ำเหมือนก่อนหน้า)

ผมเริ่มถ่ายได้บ้างแต่น้อยมากๆต่อวัน ทำให้เหมือนทุกอย่างสะสมอยู่ในร่างกายผมปวดบริเวณช่วงล่างของร่างกายมาก แต่ว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนนับวันอดทนต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผมมีอาการคันอย่างมากที่บริเวณทวารหนัก คุณหมอบอกว่าเคมีบำบัดทำให้ร่างกายอ่อนแอ และเป็นนี่อีกอาการที่ไม่เคยเจอมาก่อน จึงทำได้แค่ออกยาทาให้ผมเท่านั้น ถ้าหากเป็นหนักหรือนานกว่านี้จะเรียกคุณหมอที่เชี่ยวชาญด้านนี้มาตรวจให้

รอบนี้เป็นเหมือนการทิ้งทวนจริงๆครับ เพราะว่าการทำเคมีบำบัดในครั้งนี้คาดว่าเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด ทำให้ร่างกายผมไม่ยอมฟื้นฟูปริมาณเม็ดเลือดต่างๆซะที เมื่อย่างเข้าหนึ่งเดือนผมเริ่มเครียดงอแงกับตัวเองว่าทำไมไม่ปล่อยให้ผมออกไปซะที

และแล้วอาการที่ผมไม่อยากให้มันกลับมาคือไข้ขึ้นครับ ไข้ขึ้นทั้งๆที่อาการปวดหัวก่อนหน้านี้ยังไม่หายไป ทีนี้แหละครับหัวแทบจะระเบิดตลอดเวลา ลุกขึ้นนั่งก็ไม่ได้ต้องนอนพลิกไปมาอย่างเดียว ลองจินตนการอาการข้างต้นทุกอย่างรวมกันดูนะครับ ทานข้าวก็ไม่ได้ ถ่ายก็ไม่ได้ หัวยังจะปวดแล้วมีไข้อีก

ช่วงนี้ผมทำได้อย่างเดียวคือนอนพยายามไม่ให้ตัวเองตื่นครับ ตื่นแล้วก็ขอหลับต่อเพื่อไม่ให้รู้สึกอาการต่างๆ คุณหมอก็ได้แต่บอกว่าเร็วๆนี้จะดีขึ้นแต่ไม่สามารถบอกกำหนดได้ บอกได้แค่ว่า ”เคมีบำบัดครั้งนี้รุนแรงกว่าครั้งอื่นเยอะ ต้องอดทนหน่อยนะ”

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

สี่สิบวันเศษผ่านไปตั้งแต่เข้ารับการรักษาในรอบสุดท้ายนี้ (กินเวลาสองเท่าของเดือนที่สอง) ผ่านมรสุมหลายสิบลูก วันที่ผมรอคอยมาตลอดครึ่งปี

ใช่แล้วครับ คุณหมอเดินเข้ามาที่เตียงแล้วบอกผมว่า “กลับบ้านกันเถอะ”

ทุกๆปี ผมฉลองวันนี้ให้กับตัวเองเป็นวันเกิดที่สองของผม

ไชโย!!! แม้ว่าผมคาดเดาคำพูดของคุณหมอได้จากผลการตรวจเลือด แต่ผมรู้สึกดีใจมากจนตัวสั่น ผมได้ผ่านมรสุมทุกๆอย่างและกลายมาเป็นปกติและได้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 12 ก.ค. (ทุกๆปี ผมฉลองวันนี้ให้กับตัวเองเป็นวันเกิดที่สองของผม ซึ่งเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจมาโพสเล่าเรื่องราวด้วยครับ)

คุณหมอนัดให้มาตรวจอีกรอบในอีกสองสัปดาห์หน้าและบอกทิ้งไว้ว่ายังเหลือการตรวจไขกระดูกอีกครั้งหนึ่งเมื่อร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้วค่อยตรวจ แต่วันนั้นผมไม่ได้สนใจอะไรแล้วครับ คิดแค่ว่าไม่ต้องกลับมานอนในโรงพยาบาลอีกครั้งก็ดีใจสุดๆแล้ว

เมื่อตรวจอีกเลือดสองครั้งก็ทราบว่าผมต้องทานยาที่เคยทานอยู่สองสัปดาห์ในรอบทุกๆสามเดือนเป็นเวลาสองปี พร้อมทั้งตรวจเลือดระวังไว้ คุณหมอบอกไว้ว่าแม้ว่าโอกาสจะป่วยซ้ำประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์แต่คุณหมอท่านก็ทำให้ผมโล่งใจโดยการยืนยันว่าตั้งแต่เป็นหมอมายังไม่เคยเจอคนไข้ที่มีอาการเป็นซ้ำมาก่อน (เฉพาะในประเภทของผมเท่านั้น)

ถึงตอนนี้ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกยังไงต่อไปละครับ ขอขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือและให้กำลังใจผมมาตลอด ครอบครัวที่คอยเป็นห่วงเป็นใย เพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่คอยมาเยี่ยมเยียน ไถ่ถามทุกข์สุขอยู่ตลอด และขอขอบคุณทุกคนที่อ่านจนถึงตอนจบนะครับ สุดท้ายนี้ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆครับ ขอให้ทุกๆท่านดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรงไม่มีโรคภัยไข้เจ็บนะครับ

Finally I'm here

End …

อู้มาอยู่เกือบเดือน ต้องขออภัยในความขี้เกียจของผมด้วยนะครับ จริงๆแล้วพยายามแล้วพยายามอีก แต่เนื่องจากบทความยาวขึ้น ตอนเขียนภาษาอังกฤษกับภาษาญี่ปุ่นนี่ทำเอาแทบกระอักเลือด เพราะว่าไม่รู้จักเขียนยังไงให้เสร็จไวๆจริงๆครับ

สุดท้ายนี้ผมขอฝากบล็อกแห่งนี้ไว้ด้วยนะครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะเขียนเยอะแยะไปหมดเลยครับ รวมไปถึงเหตุการณ์เก็บตกต่อจากเนื้อเรื่องด้วยเช่นกัน แต่ว่าต้องขอให้เวลาเรียบเรียงและแปลอีกสองภาษาเหมือนกันครับ ถ้าใครมีคำแนะนำดีๆก็ยินดีรับฟังเสมอครับ หรือว่าถ้ามีเรื่องหรือหัวข้อที่อยากให้ผมเล่าผ่านบล็อกของตัวเอง (แม้ว่าจะไม่ค่อยมีก็เหอะ) ผมก็ยินดีรับฟังเช่นกันนะครับ

Comments

comments

This post is also available in: อังกฤษ, ญี่ปุ่น

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.