วัตถุดิบเพื่อความฝันของผม – The Ingredients of My Dream

Thursday, October 13, 2016 0 No tags Permalink

เย็นวันจันทร์ต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ผมก้าวเข้ามาสู่เส้นทางแห่งอาหารลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลังจากเริ่มต้นด้วยการทำอาหารอย่างงูๆปลาๆมาตลอดสามสี่ปีนี้ ตอนนี้ผมเป็นนักเรียนภาคค่ำของโรงเรียนสอนทำอาหารสายวิชาชีพ​ HATTORI ที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว

เกริ่น

จากอาชีพ System Engineer ที่ปกติใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปทำงาน วันนี้ผมมีเครื่องแบบใหม่สีขาว​สะอาด(ต้องรีบเอามาอวดก่อนที่ผมจะทำมันเลอะ) พาดด้วยผ้าพันคอสีฟ้า พร้อมกับหมวกทรงสูง

เริ่มต้นชีวิตนักเรียนมาได้ไม่กี่วันทางโรงเรียนก็แจกเซ็ทมีด (ที่จริงก็คือซื้อแหละมันอยู่ในค่าเทอม) เซ็ทมีดสไตล์ญี่ปุ่น 4 เล่ม, มีดสไตล์ตะวันตก 4 เล่ม, มีดปังตอ, หินลับมีดและตะเกียบสองแบบ รู้สึกตื่นเต้นผสมกับดีใจที่ได้เซ็ทจัดเต็มมาขนาดนี้ คำอธิบายรวมไปถึงความแตกต่างของมีดแยกประเภทผมขอติดไว้ตอนต่อๆไปก่อนนะครับ

knife

ย้อนวัย

หลังจากห่างหายชีวิตที่เป็นนักเรียนมานาน พอกลับเข้ามาในโรงเรียน(ขอเน้นอีกครั้งว่าชีวิตในรั้วโรงเรียนนะครับไม่ใช่รั้วมหาวิทยาลัย) รู้สึกว่าตัวเองกลับกลายเป็นเด็กอีกครั้ง เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้นตอนมาเจอเพื่อนใหม่ๆ อาจารย์แนะนำกฏระเบียบต่างๆของโรงเรียน เช่น ต้องส่งใบลาตอนมาสาย, ห้ามทำสีผม, ตัดเล็บให้สั้น, นักเรียนชายห้ามไว้ผมยาวเกินใบหูรวมไปถึงหนวดเคราต้องเกลี้ยงเกลา และยังมีอีกสารพัดระเบียบราวกลับตัวเองกลับไปเป็นเด็กมัธยม

ที่ว่ารื้อฟื้นการเป็นนักเรียนมากสุดก็คงจะเป็นการทำความเคารพอาจารย์ก่อนเริ่มคลาสเรียนเมื่อตัวแทนห้องบอก「起立・気をつけ・礼・着席」(ยืนขึ้น, เตรียมพร้อม, คำนับ, นั่งลง ถ้าเป็นที่ไทยก็เหมือนบอกคำความเคารพ​ “สวัสดีครับคุณครู” ) รวมถึงเวร 日直 (Nicchoku ไว้ช่วยเหลืออาจารย์นิดๆหน่อยๆเช่นลบกระดาน แจกเอกสาร) และเวรทำความสะอาดห้องเรียนในแต่ละวัน

เก็บตกความประทับใจ 1

เริ่มต้นมาด้วยสัปดาห์แรก เวลาส่วนใหญ่เป็นการแนะนำคลาส, โรงเรียน, อุปกรณ์, การแต่งเครื่องแบบซะเสียส่วนใหญ่แต่ผมเก็บตกสิ่งที่ผมประทับใจมาได้จึงอยากจะยกสองข้อมาแชร์กันในบล็อกโพสนี้

เรื่องแรกเป็นคำพูดของผู้อำนวยการโรงเรียนตอนวันปฐมนิเทศน์ว่า

“จริงๆแล้วการที่จะเป็นเชฟชิมอาหารตอนปรุงเสร็จ ควรจะต้องชิมให้หมดทั้งจานเลยแทนที่จะชิมแค่หนึ่งคำสองคำ การที่บางคนปรุงๆแล้วชิมหนึ่งคำแล้วคิดว่ามันรสชาติกำลังดีแล้วนั้นเป็นสิ่งที่ผิด” (แน่นอนว่าไม่นับเมนูที่ทำหลายๆรอบจนเคยชินแล้ว)

“เพราะว่าการที่คนปรุงอาหารได้กินแค่หนึ่งคำมันจะไปเทียบเท่ากับการที่ลูกค้ากินอาหารทั้งจานได้ยังไงละ”

“ถ้าชิมแล้วรสชาติว่ามันกำลังดีนั้น จริงๆแล้วมันคือเข้มเกินไปแล้วตะหากเพราะว่าการที่คนปรุงอาหารได้กินแค่หนึ่งคำมันจะไปเทียบเท่ากับการที่ลูกค้ากินอาหารทั้งจานได้ยังไงละ”

“แก่นแท้ของการเป็นเชฟที่ดีนั้นไม่ใช่การปรุงอาหาร แต่เป็นการชิมอาหาร เพราะงั้นสิ่งสำคัญในการเป็นเชฟที่ดีคือการได้ลองกินอาหารในหลายๆแบบ หลายๆสไตล์นั่นเอง เพราะงั้นพวกคุณควรจะต้องเอาเวลาที่มีไปฝึกปรือลิ้นของคุณด้วยละ”

(ผมได้ข้ออ้างเวลาผมหนีไปกินอาหารดีๆแล้วนะครับ ผมทำเพื่อการเรียนรู้ไม่ได้ตะกละ ตอนนี้ผมแอบเขียนไปอมยิ้มอย่างมีความสุข)

เก็บตกความประทับใจ 2

เรื่องที่สองเป็นคำพูดของฝ่ายวิชาการ ที่มาอธิบายระเบียบเกี่ยวกับการสอบและการเรียนว่า

“ตามระเบียบแล้วคุณจะมาสายได้ไม่เกินสามสิบนาทีเราถึงจะไม่นับว่าคุณขาดเรียนก็จริง แต่มันก็เป็นแค่ตัวเลขตามระเบียบ”

“เมื่อก่อนเคยมีข่าวที่ฮอกไกโดเรื่องเด็กสาววัย 15​ ปี​ที่ต้องเสียชีวิตเพราะว่าร้านอาหารย่างไก่ไม่สุก วัย 15 ปีเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างมาก แน่นอนว่าพ่อแม่ของเด็กคนรอบตัวของเด็กสาวคนนั้นต้องเสียใจอย่างมากๆแน่นอน”

“แม้ว่าเคสนี้จะเป็นแรร์เคสมากๆ​แต่คุณคิดว่าเชฟที่ทำอาหารคนนั้นจะลืมได้ลงรึเปล่าว่าอาหารของตัวเองนั้นได้คร่าชีวิตเด็กสาวไปอย่างไม่มีวันกลับมาเพียงเพราะความสะเพร่าของตัวเองที่ย่างไก่ไม่สุก”

“คุณห้ามคิดว่าไม่เป็นไรมั้ง คุณห้ามคิดว่าคุณมาสายแล้วเดี๋ยวก็จะมีเพื่อนรอบข้างมาช่วยพยุงคุณให้เรียนจบสอบผ่าน คุณห้ามคิดว่าคุณจะย่างไก่ให้ไม่สุขเพราะความเร่งรีบแล้วจะมีคนมาคอยเช็คให้คุณ คุณต้องเลิกคิดแบบนี้ได้แล้วเมื่อเข้ามาอยู่ในสายทางที่ต้องรับผิดชอบปากท้องของผู้คน”

“อาชีพนี้คุณต้องดูแลปากท้องต้องดูแลชีวิตลูกค้าทุกคน ชีวิตของคนส่วนใหญ่ถูกฝากไว้อยู่กับคุณ”

“อาชีพนี้คุณต้องดูแลปากท้องต้องดูแลชีวิตลูกค้าทุกคน ชีวิตของคนส่วนใหญ่ถูกฝากไว้อยู่กับคุณ ถ้าคุณจำเป็นจะต้องมาสายหรือขาดเรียนจริงๆ อย่าลืมตามเก็บสิ่งที่คุณขาดไปเพราะในอนาคตคุณอาจจะต้องการมันจริงๆ”

foods

ทำไปเรียนไป

มาถึงตรงนี้มันยังอาจจะแปลกใจว่าทำไมผมถึงเลือกเดินทางนี้ แม้ว่าจะยังไม่มั่นใจเต็มร้อยเท่าไร จริงๆแล้วผมคิดแล้วคิดอีกหลายต่อหลายรอบเกี่ยวกับอนาคต​แต่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงตัดสินใจลงเรียนภาคค่ำแต่ยังยึดอาชีพ System Engineer ในเวลากลางวันเป็นงานหลักอยู่ (ไม่งั้นก็ไม่น่าจะมีปัญญาหาเงินมาจ่ายค่าเทอมกับพยุงชีพต่อในประเทศญี่ปุ่นได้) เหตุผลหลักๆก็คงว่าหลักประกันว่าผมจะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้มันยังไม่มีบวกกับความสนุกในสายอาชีพฝั่ง Technology ก็ยังมีอยู่มากมาย

ในอนาคตไม่แน่ว่าผมอาจจะหาอะไรที่มันสอดคล้องกันทั้งสองสายแล้วนำมาเป็นอาชีพก็ว่าได้ แม้ว่าจะลำบากเพราะว่าต้องทำงานกับเรียนไปด้วยกัน แต่ผมว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของตัวเองตอนนี้แล้วครับ

หลังจากนี้อีกหนึ่งปีครึ่ง ผมตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกเล่าเรื่องราวบวกกับเนื้อหาตามบทเรียนบางส่วนที่รู้สึกว่าแปลกใหม่น่าสนใจกว่าที่เคยได้ยินได้อ่านมา ประกอบกับรีวิวอาหารบ้างตามร้านที่ผมชอบในโตเกียวสลับกันไปในบล็อกส่วนตัวแห่งนี้ ถ้าสนใจติดใจยังไงฝากติดตาม ติชมกันได้เสมอครับ ฝากเนื้อฝากตัวกันอีกครั้งครับ โยโรชิกุ โอเนไงชิมัส (แถมรูปเซลฟี่จัดเต็มตอนเรียนภาคปฏิบัติครับ)

portrait

To be continued …

Comments

comments

This post is also available in: อังกฤษ

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.