Current hesitation – ความสับสนตอนนี้ (บทความนี้ไม่เกี่ยวกับอาหารซักเท่าไร)

Monday, October 8, 2018 0 No tags Permalink

อาจจะผิดวิสัยไปบ้าง แต่นาน ๆ ทีขอโพสต์อะไรที่ไม่เกี่ยวกับอาหารโดยตรงบ้าง เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นจากผมได้มีโอกาสไปร่วมงาน Spark + AI Summit Europe 2018 ที่ London เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง TLDR: ผมรู้สึกประทับใจและมีกำลังใจอยากทำงานด้านไอทีต่อมากเท่า ๆ กับการมีร้านอาหารเป็นของตัวเองเลย

โพสต์นี้จะขอตอบคำถามที่ผมได้รับมากที่สุดตอนนี้ที่ถามว่า “เมื่อไหร่ผมจะลาออกมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง?” แบบยาว ๆ พร้อมเหตุผลเลย อาจจะร่ายยาวไปเรื่อย แต่ถ้าสนใจลองตามมาอ่านได้ครับ

Spark + AI Summit Europe 2018

เล่าคร่าว ๆ เกี่ยวกับ Spark + AI Summit Europe 2018 ก่อนว่า งานที่ว่านี้เป็น Conference รวบรวมเหล่า data engineer, data scientist, AI developer, machine learning engineer จากทั่วทุกมุมโลกมารวมกันครับ ซึ่งผมเองก็ไปในนาม data engineer (งานหลักของผม) ของบริษัทนั่นเอง

งานนี้ถูกจัดขึ้นที่ London ช่วงเวลา 2-4 ตุลาคม รวบรวมเอาคนเข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คนเลยทีเดียว มีเซสชั่นให้ฟังมากกว่า 90 เซสชั่น ซึ่งแบ่งแยกไปตามหัวข้อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น developer, machine learning, AI, data scientist, และอื่น ๆ อีกมากมาย พรีเซนเตอร์ส่วนใหญ่ก็จะมาแนะนำว่าที่บริษัทกำลังทำอะไรบ้าง มีโจทย์และทางแก้ยังไงบ้าง นอกเหนือจากนี้ก็จะมีประกาศฟีเจอร์ใหม่ ๆ ของทาง Spark ที่กำลังจะถูกปล่อยออกมาในอนาคตอีกเช่นกันครับ

แล้วทีนี้ปัญหามันอยู่ที่ว่ามันเพิ่มโมติเวชั่นของผมขึ้นนะสิ เอาเป็นว่าตอนนี้ถ้าให้ผมเลือกตอนนี้เลยเท่านั้นว่างานทางด้านอาหารหรือเลือกงานทางด้านเดต้าที่ผมต้องใช้ชีวิตต่อไปในอนาคต ผมอาจจะต้องโยนเหริยญหัวก้อยตัดสินเลยก็ว่าได้

Step back

เท้าความก่อนว่าจริง ๆ แล้วผมก็ชื่นชอบไอทีมาแต่ไหนแต่ไรเลยถึงขนาดไปเรียนต่อโทมาเลยทีเดียว และก็ประทับใจมากด้วยที่ได้เรียนปริญญาโทในมหาลัยชื่อดังอย่าง Carnegie Mellon ได้ความรู้ไม่พอ ได้เจอได้คุยกับคนเก่งระดับโลกมันช่างเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากจริง ๆ ชนิดที่ว่านี่แหละเป็นสิ่งที่เติมไฟให้กับชีวิตเรามี やりがい (Rewarding) การทำอาหารก็เหมือนเป็นแค่งานอดิเรกฟูลฟิลความอยาก (และความหิวไปวัน ๆ)

ตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ ผมก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเป็น Programmer งานในฝันตั้งแต่เด็กมาและก็คิดว่าค่อนข้างสนุกกับมันไปพอสมควรทีเดียวเลย แต่เหตุการณ์เกิดพลิกผันการงานไม่ได้ดั่งใจ เกิดเหตุการณ์ที่ว่าตกอับเลยก็ว่าได้เมื่อไม่กี่ปีมานี้

ช่วงที่ปัญหาเรื่องงานรุมล้อม ผมผู้ซึ่งจบมหาลัยท็อปเท็นด้านไอทีของโลกมา ผมนี่แหละยังโดนเบื้องบนคอมเม้นท์มาว่า “ประสบการณ์ก็ไม่มี ความรู้ก็ไม่มี นิสัยก็ไม่ดี แบบนี้ทำงานที่ไหนก็ไม่ได้หรอก” บอกเลยว่าเป็นโรคซึมเศร้าอย่างอ่อน ๆ ไปนานเลยทีเดียว

This is how I got it. A Cancer Perk

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะว่าผมเคยป่วยหนักมาก่อน (ใครไม่รู้เลื่อนกลับไปอ่าน โพสต์แรกสุด ของบล็อกได้ สปอยก่อนว่าอาจจะตกใจได้) ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่ผมจะคิดสั้นเลย ผมยังสนุกกับชีวิตในเวลาส่วนตัวเหมือนเดิม ก็มีการทำอาหารเข้ามาในชีวิตซะขนาดนี้

ตั้งแต่ช่วงนั้นมา แต่ละวันก็จบด้วยการทะเลาะกับคนที่ทำงาน โดนด่าไปเรื่อย แม้จะลาหยุดกลับไทยมาก็เป็นอาทิตย์ก็ยังต้องทำงานระหว่างวันลา ทำไปเกลียดงานไปเรื่อย ไฟในตัวด้านเอนจิเนียร์ก็เริ่มหมดมอดไปทีละนิด ๆ เริ่มสงสัยตัวเองว่าเราควรทำอาชีพนี้ต่อไปจริงเหรอ เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้มีประสบการณ์อย่างที่เขาว่าเลยหนิ

ในทางกลับกันการทำอาหารกลับไปได้อย่างเจริญรุ่งเรืองจากงานอดิเรกทำเล่น ๆ ไปวัน ๆ กลับเป็นสิ่งที่มีหลายต่อหลายคนมาชื่นชน, มาฉีกยิ้มกว้าง, มาตกใจเมื่อได้กินอาหารของผมนี่นะสิ เราเริ่มบอกตัวเองว่า “อ่าวเฮ้ย? หรือว่าเราจะเหมาะกับอันนี้มากกว่าไอทีกันแน่เนี่ย” แม้ว่าไม่ได้มีประสบการณ์แต่ก็มีคนยอมรับเราในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

Steak Pics I cooked within 2013-2014

After a strom

ฟ้าหลังฝนเมื่อหลุดผ่านไต้ฝุ่นลูกใหญ่ในช่วงนั้นมาได้ จับพลัดจับผลูย้ายแผนกมาอยู่ในทีมที่มีแต่คนเก่ง หัวหน้านิสัยดีมาก ๆ (เคยมาไล่ผมกลับบ้านด้วยเพราะผมอยู่เลยเวลาทำงานแค่ 20 นาที) ผมเริ่มเรียนรู้งานทางด้าน Data engineer เมื่อเกือบสองปีก่อน (2016)

แต่หารู้มั้ยว่าหลุดมากได้ก็จริง เราก็ยังซึมไม่ได้เป็นเราคนเดิม ข้อกังขาที่โดนกล่าวหามาก็ยังไม่สามารถสลัดให้หลุดได้ เพราะว่าเรามาเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นใหม่ พอใจมันไม่สู้อะไร ๆ มันก็ไม่ดีแทนที่จะมองตัวเองว่าเรียนรู้อยู่ เรามองว่าเราเป็นภาระของทีม งานที่ทำก็เหมือนเป็นงานที่ทำเพื่อเอาชีวิตอยู่ไปวัน ๆ ถ้าไม่มีการทำอาหารในวันนั้นผมมองตัวเองเลยว่าผมนี่ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อยังไงเลย (นอกจากตามหา, ทำกินของอร่อยไปวัน ๆ)

ด้วยเหตุผลว่าไม่รู้จะทำอะไรดีช่วงนั้น ผมเลยบอกตัวเองว่า “เอาวะ!! เป็นไงเป็นกัน ไปเรียนทำอาหารอย่างจริงจังดีกว่า” หลังจากหาข้อมูลและลงเอยมาสามารถเรียนทำอาหารที่โรงเรียนสอนทำอาหารฮัตโตริที่ประเทศญี่ปุ่นได้ (ซึ่งเป็นที่มาของ โพสต์ สองปีก่อนหน้านี้ ตามไปชมกันได้ครับ) หลังจากนั้นผมก็เริ่มมีไฟทางด้านอาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่างกับไฟทางด้านเอนจิเนียร์ที่ยังคงริบหรี่ใกล้จะดับแล้วจะดับอีก

However

หลังจากเริ่มเรียนทำอาหารก็เริ่มทำอาหารอย่างจริงจังมีการเรียกเพื่อนมาบ้าน วางคอร์สอาหาร, ไปแวะชิมร้านดัง ๆ แล้วเอามาทำตามบ้าง ถึงแม้ว่าหลังจากที่ไปเรียนมาแล้วก็รู้ว่าตัวเองกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกแล้ว แต่คราวนี้มันเหมือนเป็นจุดเริ่มต้นที่ตัวเองได้คิดไว้แล้ว แถมเหมือนเราก็ยังเดิน (แบบกะเผก ๆ) ขนานกับด้วยเส้นทางเอนจีเนียร์ไปก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องอดตายไปก่อนได้หนิหน่า

และทีนี้เรื่องมันเริ่มเปลี่ยนเพราะว่าผมเริ่มอยากกลับไทย (สารภาพว่าหนึ่งเหตุผลที่ยอมทิ้งญี่ปุ่นก็เพราะอยากจะมาหาลู่ทางเปิดร้านอาหารหลังเรียนจบ) จึงมาลงเอยที่ได้งานเป็น Data engineer คนเดียวในบริษัทที่เป็นอยู่ตอนนี้ เนื่องด้วยตัวโครงสร้างและเนื้อหาของงานกับประสบการณ์ที่ไม่ได้เริ่มที่จุดเริ่มต้นใหม่แล้ว งานที่ทำเหมือนถูกคนคาดหวังที่แตกต่างกัน จนไปถึงการได้ทำงานในประเทศบ้านเกิด ได้อยู่กับครอบครัว (และปอมสามตัวสุดน่ารัก) หลาย ๆ อย่างมันรวมกันทำให้ไฟด้านเอนจิเนียร์ในตัวติดกลับมาใหม่อีกแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ผมยังคอยบอกกับเพื่อน ๆ เลยว่าบริษัทที่ไทยมีอะไรทำเยอะ และผมเริ่มสนุกกับงานเอนจิเนียร์แล้วซิ

วกกลับเข้ามาถึง Spark + AI Summit อีกครั้ง ส่วนตัวเป็นคนชอบไปฟังคนเก่ง ๆ พรีเซนท์งาน พรีเซนท์ไอเดียใหม่ ๆ อยู่แล้ว หลังจากที่ได้ไปร่วมงานมามันเลยตื่นเต้นชนิดที่ว่าสองสามวันที่ไปร่วมงานมามันผ่านไปเร็วมาก ฟังไปทั้งหมด 20 กว่าเซสชั่นได้ ได้มาทั้งข้อคิด, ไอเดีย, ข้อแก้ไข, โปรเจ็คงานใหม่ในหัว และที่สำคัญที่สุดคือไฟในตัวที่มันเทียบเท่ากับการทำอาหารเลยทีเดียว

Summary

สุดท้ายสรุปคำตอบของคำถาม “เมื่อไหร่ผมจะลาออกมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง?” ไว้ตรงนี้เลยว่ายังไม่รู้เลยครับ ตอนนี้ชีวิตตอนนี้ขณะนี้สนุกที่สุดแล้วอย่างน้อย ๆ ก็ตั้งแต่ผมหายป่วยมาก็เป็นชีวิตที่คิดว่าลงตัวที่สุดแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้นร้านอาหารที่จะมาแทนที่งานหลักของผมก็คงต้องรอไปก่อน ตอนนี้ผมขอทำงานเอนจิเนียร์แต่เตรียมอาหารในวันเสาร์อาทิตย์ในทุกคนทานกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก่อนเลยครับ

แต่ก่อนจะไปผมดักไว้ก่อนเลยว่า “ผมคงไม่ลาออกเพื่อมาเปิดร้าน” กับคำว่า “ผมจะไม่เปิดร้าน” มันไม่เหมือนกันนะครับ (แต่ถึงจะเปิดก็ยังไม่รู้เมื่อไหร่อยู่ดี)

ถ้าใครอ่านมาถึงตรงนี้ ขอโทษและก็ขอบคุณมากนะครับที่อดทนตามอ่านผมร่ายยาวมาถึงตรงนี้ได้ วันนี้ผมลาไปก่อนละครับเดี๋ยวจะกลับมาพร้อมรีวิวโต๊ะอาหารของตัวเองในอีกไม่กี่วันนี้ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

Comments

comments

No Comments Yet.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.